เคล็ดลับ Digital Transformation

DiNOQ PLATFORM 2020/05 ( info@dinoq.com )

Digital Transformation มีคนพยายามตีความไปหลายๆแบบ แม้กระทั่งมีบางสถาบันได้จัดทำเป็นเฟรมเวิร์กเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาเลยที่เดียว แต่ทุกๆที่จะมีคีย์เวิร์ดที่สำคัญเหมือนกัน คือ การเปลี่ยนแปลง กับเทคโนโลยี เช่น

คือการเปลี่ยนแปลงโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสอดรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หรือถ้าเป็นในทางธุรกิจและองค์กร หรือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบองค์กรอย่างมีกลยุทธ์ และใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เพื่อให้ทันตามโลกเศรษฐกิจ

ณ. ที่นี้ผมขอตีความแบบบ้านๆ เข้าใจง่ายๆ คือ การปรับองค์กรธุรกิจตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปนั่นเอง มันฟังดูอาจเข้าใจง่ายๆ แต่พอลองๆคิดลงรายละเอียดแล้ว …. ยากแฮะ ถึงอาจเป็นไปไม่ได้เลยก็ได้

ส่วนที่ 1 :

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ตอนนี้มันมี เทคโนโลยีอะไรบ้างและมันเปลี่ยนเร็วแค่ใหน อันนีเพื่อความน่าเชื่อถือขอ อ้างอิงไปที่ Gartner บริษัททำวิจัยเทคโนโลยีเจ้าดัง นะครับ

จากภาพจะเห็นว่า เทคโนโลยีใหม่ๆในช่วงปีนี้ (2019) คือ AI, 5G, Biochip, Graph Analytic และอื่นๆ ที่อยู่บนแถวเส้นโค้งในจุดสูงสุด โดยปกติพวกนี้จะยังใหม่กำลังเข้าสู่สถานะเสถียร ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์ออกมาอย่างมากมาย(ถ้าเป็นที่นิยม) ภายใน 2–5 ปี และจะมีอายุการใช้งานเทคโนโลยีไปอีกประมาณ 10 ปี

นั่นคือ ลงทุนศึกษา และติดตั้งใช้งานแล้วใช้ได้ ประมาณ 10 ปี หรือมากกว่า ในกรณีที่ยังไม่มีเทคโนโลยีใหม่ มาแทนที่

และไอ้พวกที่อยู่ก่อนเส้นโค้งในจุดสูงสุด อีกเพียบที่กำลังจะมา มันจะเยอะไปใหน อีกอย่างที่อยากให้สังเกตุคือ พวก Blockchain, BigData, Mobile, Digital Marketing, Data Science, Web application และอื่นๆ ไม่ถือว่าใหม่แล้วนะครับ แต่ของพวกนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ใช้ได้ ตามยุคสมัยเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่อง Web application เปลี่ยนทั้งเยอะทั้งซับซ้อน

ส่วนที่ 1 นี้อาจสรุปได้ว่า เทคโนโลยีจะเปลี่ยทุกๆ ประมาณ 10 ปีขึ้นไป

ส่วนที่ 2 :

การปรับองค์กรธุรกิจตามเทคโนโลยี ส่วนนี้ความยากง่ายขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กร และการการใช้งานเทคโนโลยีในปัจจุบันเลย คือ ปกติองค์กรใหญ่ๆ มักจะมีการใช้เทคโนโลยีหลากหลาย การปรับเปลี่ยนก็ยากเป็นเงาตามตัว

เช่ องค์กรที่ตั้งและดำเนินกิจการมาแล้วซัก 20 ปี คิดว่า 20 ปีนี้จะมี เทคโนโลยีกี่ตัว เท่าทีเห็นมาก็ไม่ต่ำกว่า 20–30 ตัวหล่ะ ที่แน่ๆต้องมี คือ Web application, Database, Network, Client application และอื่นๆอีกมากมาย และ ลองยกมาแค่ Web application มันก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีเดียว บางที่มาทั้ง Java, .Net, PHP, NodeJS, React หรือ อื่นๆ อีกโครตเยอะ

โดยเมื่อมีเทคโนโลยีเยอะ สิ่งที่ตามมาคือ กระบวนการ(Process) และ คน(People)

โดย กระบวนการจะสามารถแยกย่อยได้อีกโคตรเยอะ เช่น กระบวนการออกแบบ, กระบวนการพัฒนา, กระบวนการทดสอบ, กระบวนการติดตั้ง และอื่นๆอีกเยอะ ซึ่งโดยมากกระบวนการเหล่านี้ จะมีหน่วยงาน องค์กรจัดตั้งเป็นมาตรฐาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งาน และให้ได้ผลลัพธิ์ที่ดี เช่น SDLC Waterfall, Agile, DevOps, Design Thinking และอื่นๆ อีกเยอะ

สรุปว่า กระบวนการซับซ้อน เกิดจากมีเทคโนโลยีหลากหลาย

ส่วนคน จะต้องมีความรู้อะไรบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี และกระบวนการที่เลือกใช้ ซึ่งแน่นอนว่า ถ้ามีเทคโนโลยีหลากหลาย และกระบวนการที่ซับซ้อน ก็จะส่งผลให้ต้องมีคนเยอะ ต้องการความรู้สูง ทำให้ส่งผลต่อๆไปยัง ฝ่ายงานด้านอื่นๆ อย่างเช่น ฝ่ายทรัพยากรณ์บุคคล ฝ่ายอบรมพนักงาน ไปอีกเป็นทอดๆไป

สรุปว่า เทคโนโลยีหลากหลาย กระบวนการจะซับซ้อน และคนต้องใช้เยอะ และต้องมีความรู้สูง ใช้เวลาในการสร้างนาน

Solution 1 : ดังที่กล่าวมาทั้งหมด ผมไม่แนะนำให้นำเทคโนโลยีใหม่ มารวมกับเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่แล้ว ควรแยกออกมาเลยแบ่งเป็นธุรกิจใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ เทคโนโลยีใหม่ กระบวนการใหม่ และคนที่มีชุดความรู้ใหม่ๆ รวมถึงแยกเป็นบริษัทใหม่เลย

เมื่อกล่าวถึง เทคโนโลยี มันจะมีหลายระดับ ซึ่งการใช้งานมันก็จะเกิดผลดี และผลเสียต่างกัน เช่น การใช้เทคโนโลยีระดับต่ำ(Low Level) จะทำให้เกิดการประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย และกับธุรกิจได้สนิทไร้รอยต่อ แต่จะมีความซับซ้อนมากกว่า และต้องประกอบจากเทคโนโลยีหลายๆ ตัวอย่างของเทคโนโลยีแบบนี้ เช่น Infrastructure, Network, Web Server เป็นต้น

ส่วนการใช้เทคโนโลยีระดับสูง(High Level) ทำให้ประยุกต์ได้น้อย และมีข้อจำกัดเยอะ แต่จะซับซ้อนน้อยกว่าเยอะ และอาจใช้แค่ตัวเดียวก็ทำงานได้เลย ตัวอย่างของเทคโนโลยีแบบนี้ เช่น SaaS, PaaS, Cloud Computing เป็นต้น

ซึ่งปัจจุบันความนิยมของบริษัทที่สร้างเทคโนโลยี จะทำไปในแนว บริการสำเร็จรูปที่เดียว (One-Stop Services) ก็คือแนวทางของเทคโนโลยีระดับสูง นั่นเอง โดยเน้นลดความซับซ้อน เรียบง่าย ใช้ความรู้ในการทำงานน้อย บางตัวแทบไม่ต้องมีกระบวนการในการทำงานเลย ก็สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ได้

ไม่มีความซับซ้อน ไม่มีกระบวนการ ไม่ต้องเรียนรู้ ไม่ต้องมีคนเยอะ ทำให้เกิด ความรวดเร็ว และค่าใช้จ่ายน้อย นั่นคือ การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันธุรกิจของคุณ

Solution 2 : ธุรกิจใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ควรเริ่มจากใช้เทคโนโลยีระดับสูง ในตอนเริ่ม หรือใช้ไปตลอดหากยังสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้

และท้ายสุด เมื่อไหร่เราถึงจะเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่ โดยส่วนตัวแล้วผมมีข้อกำหนดแค่ 2 ข้อคือ 1. เมื่อธุรกิจจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เช่น ถูกให้เปลี่ยนจากหน่วยงานควบคุม (Regulator) และ 2. เมื่อเทคโนโลยีใหม่สามารถลดเวลา และค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 60% เมื่อเปรียบเทียบกับของเดิม

เช่น การเปลี่ยน Data Center แบบลงทุนเอง ไปอยู่บน Cloud Computing เช่น AWS, Microsoft Azure หรือ Google Cloud Platform เป็นต้น แน่นอนว่าเกิดข้อดีก็ย่อมมีข้อเสีย อย่างในกรณีนี้ข้อดีคือ ลดกระบวนการทำงาน ลดคน ลดหน่วยงาน แต่ก็มีข้อเสียคือ มีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เพราะผูกขาดระบบการทำงานอยู่บนเจ้าของ Cloud Computing

Solution 3 : ปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่ก็ต่อเมื่อสามารถลดเวลา และค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 60% เมื่อเปรียบเทียบกับของเดิม

หวังว่าผู้อ่านจะได้ความรู้เพิ่มเติมนะครับ หากสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ก็จะยิ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก หากมีข้อสงสัย หรือข้อหารือเพิ่มเติม ติดต่อที่ info@dinoq.com หรือ Line@ : @dinoq ได้ นะครับ

ดูบทความอื่นๆ กดลิ้งค์เลยครับ

ไดโนคิวแพลตฟอร์ม คือแพลตฟอร์มเครื่องมือการพัฒนา และบริหารจัดการแอพแบบครบวงจร ลดงาน ลดขั้นตอน และลดคนในกระบวนการพัฒนาสูงสุดถึง 90% เร็วขึ้น ง่ายขึ้นสูงสุดถึง 90%

ไดโนคิวแพลตฟอร์ม คือแพลตฟอร์มเครื่องมือการพัฒนา และบริหารจัดการแอพแบบครบวงจร ลดงาน ลดขั้นตอน และลดคนในกระบวนการพัฒนาสูงสุดถึง 90% เร็วขึ้น ง่ายขึ้นสูงสุดถึง 90%